ถอดรหัสนักเขียน : คุณพจ ธนพงศ์พรรณ ธัญญรัตตกุล

259 จำนวนผู้เข้าชม  | 

ถอดรหัสนักเขียน : คุณพจ ธนพงศ์พรรณ ธัญญรัตตกุล

 

ก่อนจะมาเป็นหนังสือ Digital Transformation


ผมเปิดบริษัทเป็นที่ปรึกษาเกี่ยวกับ Digital ทั้งการทำระบบ การทำ Digital Marketing รวมถึงการออกแบบกลยุทธ์สำหรับ Digital ซึ่งงานที่ทำสามารถช่วยธุรกิจ SME หรือธุรกิจขนาดใหญ่ ได้ไม่กี่ราย ลูกค้าและองค์กรอื่น ๆ ที่ติดต่อเข้ามา เราไม่มีเวลาพอที่จะไปช่วย ก็ปฏิเสธไป อีกส่วนหนึ่งผมเป็นอาจารย์บรรยายอยู่ที่จุฬาลงกรณ์มหาวิยาลัยและมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ด้วย ก็จะมีหลายที่ติดต่อให้ผมไปบรรยาย ผมก็ต้องปฏิเสธไป

พอถึงจุดหนึ่งก็เริ่มคิดว่า ทำอย่างไร ที่จะทำให้ทั้งลูกค้าและคนที่ต้องการให้เราไปบรรยาย ได้ความรู้ตรงนี้ไป ประกอบกับเราทำงานครบ 10 ปี แล้ว จึงมีแนวคิดอยากจะทำเป็นหนังสือเพื่อตอบแทนสังคม ก็เลยเป็นที่มาของหนังสือเล่มแรก

 


เล่มแรกคือ Digital Transformation in Action เป็นหนังสือที่รวบรวมวิธีคิด ถ้าธุรกิจจะทำ Digital ต้องคิดอย่างไร โดยถอดกระบวนการคิดจากประสบการณ์ เช่น หลักการทำ Digital Transformation สำหรับธุรกิจ 5 หลักการ ซึ่งเล่มแรกนี้ถือว่ายากมาก แม้ว่าผมจะเป็นที่ปรึกษา เป็นอาจารย์ หรือเป็นวิทยากรอยู่แล้ว แต่เราไม่ได้ทำงานเขียนมาก่อน จึงเริ่มเขียนจากประสบการณ์ เช่น ถ้ามีคนถามเราแบบนี้ ถ้าเขามีหนังสือแบบนี้ไปน่าจะช่วยเขาได้

โดยการออกแบบจะเน้นเป็นแบบ Info Graphic เพราะอยากให้เข้าใจง่าย อ่านแล้วสามารถไปปรับใช้กับธุรกิจของตนเองได้จริง ๆ นอกจากเรื่องเนื้อหา ตัวอย่าง ผมก็จะเน้นเรื่องการนำเสนอเพื่อให้ผู้อ่านเข้าใจได้ง่าย โดยแบ่งเนื้อหาออกเป็นบทย่อย อ่าน 5 นาที ก็จบ พอเล่มแรกออกไปกลายเป็นว่าผลตอบรับดีมาก จากจุดเริ่มต้นที่เขียนหนังสือเล่มแรก จึงกลายเป็นแรงบันดาลใจที่ทำให้ต้องเขียนหนังสือเล่มที่สอง เพราะหลาย ๆ องค์กร บอกว่าได้รับประโยชน์ในการปรับองค์กรเป็น Digital ทำให้เราเห็นว่าหนังสือเราสามารถสร้างประโยชน์ให้กับสังคม ให้กับหลาย ๆ ธุรกิจ มากกว่าที่เราเป็นแค่บริษัทที่ปรึกษาเหมือนเดิม

 



จากหนังสือเล่มแรกมาสู่หนังสือเล่มที่สอง

หลังจากที่มีหลักในการทำ Digital Transformation in Action จากเล่มแรกว่าถ้าธุรกิจจะทำ Digital ต้องคำนึงถึงอะไรบ้าง ซึ่งหลาย ๆ องค์กร ก็จะถามว่า ถ้าจะทำ ต้องทำอย่างไร มันคือเป็นเรื่องของการทำแผนกลยุทธ์ในการ Transform องค์กรเป็น Digital ซึ่งในเล่มแรกเราไม่ได้ตอบไว้ เราก็ต้องตอบบ่อย ๆ เวลาที่เราไปบรรยาย ว่ากระบวนการทำต้องเป็นแบบนี้ 1 2 3 4 5 ดังนั้นผมก็เลยทำเป็น Digital Transformation Canvas ขึ้นมา ซึ่งเป็น 9 ขั้นตอน ว่าต้องทำอย่างไรบ้างในการเปลี่ยนธุรกิจเป็น Digital ซึ่งจะเห็นว่าการออกแบบรูปเล่มจะเป็นซีรี่ส์เดียวกัน โดยเล่มแรกจะเป็นหลักการ เล่มที่สองจะเป็นเรื่องของการทำแผนงาน คือถ้าใครซื้อเล่มแรกแล้วซื้อเล่มสองต่อก็จะเป็นภาคต่อเลย


จากเล่มที่สอง ขยายต่อเป็น E-Book และมีภาคภาษาอังกฤษด้วย

ตอนทำเล่มแรกยังไม่ทำ E-Book เพราะว่าตอนนั้นยังไม่มี Covid และส่วนตัวชอบหนังสือที่จับต้องได้ แม้แต่สั่งซื้อหนังสือต่างประเทศผมก็สั่งเป็นแบบเล่มนะ แต่พอเล่มสองที่ออกเป็นช่วง Covid และผมตั้งใจอยากขยายต่อถึงทุกคนให้มากที่สุด ก็เลยมีทั้งแบบรูปเล่มและแบบ E-Book ส่วนภาคภาษาอังกฤษ คือมีทั้งคนต่างชาติและคนไทยที่ถนัดภาษาอังกฤษให้ความสนใจ ตั้งแต่ Digital Transformation in Action เล่มแรกแล้ว ว่าอยากอ่านเป็นภาษาอังกฤษ ผมแนะนำว่าถ้าสนใจอ่านเป็นภาษาอังกฤษให้ไปอ่านที่ Digital Transformation Canvas เลยดีกว่า เพราะเล่มที่สองมีทั้งหลักการ ภาคปฏิบัติ กรณีศึกษาต่าง ๆ ในการนำ Digital Transformation Canvas ไปประยุกต์ใช้


และด้วยตัว Digital Transformation มันคือหลักการ มันคือศาสตร์สากล ดังนั้น ไม่ใช่การประยุกต์ใช้ได้แค่ภายในประเทศไทยได้อย่างเดียว ต่างประเทศเขาก็ต้องทำ Digital Transformation เหมือนกัน หลายประเทศจึงบอกว่าอยากรู้เหมือนกันอยากให้มีเป็นภาคภาษาอังกฤษบ้าง เราก็เลยทำภาษาอังกฤษ ซึ่งผลตอบรับค่อนข้างดี โดยมีวางจำหน่ายที่ Amazon ด้วย



ความแตกต่างระหว่างการมีผลงานหนังสือและไม่มีผลงานหนังสือ

ของผมจุดเริ่มต้นของการมีหนังสือ ไม่ได้มาจากการอยากมีหนังสือ แต่เราอยากจะบอกว่าสิ่งที่เรามี น่าจะเป็นเครื่องมือที่มีประโยชน์กับกลุ่มเป้าหมาย ดังนั้นผมตั้งต้นจากการที่อยากให้ความรู้และประสบการณ์ของเราขยายออกไปในวงกว้างมากขึ้น จึงคิดว่าหนังสือน่าจะเป็นเครื่องมือที่ดี ถามว่าทำไมไม่เป็น Blog มันเป็นคนละแบบกัน Blog หรือ YouTube มันคือการ Update ข่าวสารต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น แต่อะไรที่เป็นองค์ความรู้ อะไรที่เป็นประสบการณ์ คนจะนิยมเป็นรูปแบบของหนังสือไม่ว่าจะเป็นแบบรูปเล่มหรือ E-Book หนังสือจึงเป็นเครื่องมือการสื่อสารที่เหมาะ

แรงบันดาลใจในการทำเล่มต่อ ๆ ไป

มาจากคนที่ได้อ่านเล่ม Digital Transformation in Action และ Digital Transformation Canvas ก็จะมีจุดที่ถามว่า แล้วขั้นตอนต่อไปจะเป็นยังไง หรือคำถามที่เราพบบ่อย ๆ เราก็จะมาขยายความเป็นสาระเป็นหนังสือได้ แต่เราก็ต้องเข้าใจกลุ่มผู้อ่านกลุ่มเป้าหมายเรา ว่าเขาคือใคร อ่านแล้วเขาจะได้ประโยชน์อะไร หรืออ่านแล้วเขาจะต่อยอดอะไรจากหนังสือเล่มก่อนหน้านี้ได้บ้าง

 


สิ่งที่อยากจะแนะนำถึงคนที่อยากเขียนหนังสือหรือคนที่อยากมีหนังสือเป็นของตัวเอง

ผมเองไม่ได้เริ่มต้นจากการเป็นนักเขียน ที่มีหนังสือเพราะมาจากแรงบันดาลใจแรก ที่อยากถ่ายทอดองค์ความรู้ประสบการณ์ของเรา จากนั้นก็เลยหาสื่อที่เหมาะกับรูปแบบที่เราจะถ่ายทอด ก็เลยลงตัวว่าน่าจะเป็นในรูปแบบของหนังสือ และเรารู้ว่ากลุ่มเป้าหมายเราคือใคร เราเห็นหน้าคนอ่านชัดมาก
 
แต่พอเขียนหนังสือจริง มันไม่ได้ง่ายเลย และผมคนหนึ่งที่บอกว่างานของนักเขียนไม่ได้รวย เพราะงานเขียนต้องใช้เวลา ใช้ความพยายาม และใช้ความอดทนสูงมาก กว่าจะมาเป็นรูปเล่มแบบนี้ ดังนั้นถ้าอยากจะเขียนหนังสือ

1. Inspiration และ Passion ต้องชัด ว่าเราจะทำไปเพื่ออะไร เราจะเขียนไปเพื่ออะไร

2. กลุ่มเป้าหมายเราต้องชัด หมายความว่า คนที่อ่านไป เขาก็จะรู้ว่า อ่านไปแล้วเขาจะได้ประโยชน์อะไร หนังสือเราต้องตอบโจทย์ว่าหนังสือเรามีประโยชน์อย่างไร

และการทำหนังสือไม่ได้จบแค่นั้น ก็จะมีเรื่องของการทำช่องทางการสื่อสาร ไม่ว่าจะเป็นการออก Event การออกรายการต่าง ๆ ที่ตรงกับกลุ่มเป้าหมาย สุดท้ายคือช่องทางออนไลน์ที่จะสามารถต่อยอดและเป็นการสื่อสารสองทางกับคนที่สนใจหนังสือ สนใจนักเขียน แล้วก็ต่อยอดในเรื่องอื่น ๆ ได้


ด้วยตำแหน่งหน้าที่การงานที่แน่นมาก มีขั้นตอนการเตรียมต้นฉบับอย่างไร

1. เริ่มจากคิดโครงหนังสือก่อน เราอยากพูดประเด็นไหน มีบทย่อยอะไรบ้าง

2. เรียบเรียงประเด็น เรียบเรียงแหล่งอ้างอิง เนื้อหาไหนที่เราจะเลือกมาใส่ จากเนื้อหาที่มีเป็นพันแล้วต้องคัดเหลือแค่หนึ่งร้อย เขียนเสร็จแล้วทิ้งอีกไม่รู้เท่าไร

3. พอเขียนต้นฉบับเสร็จ ต่อมาก็คือต้องมานั่งอ่านว่าจากศูนย์ถึงร้อยเป็นอย่างไรบ้าง อ่านเองก่อน อ่านแล้วไม่รู้เรื่อง ก็ต้องมาเรียบเรียงใหม่อีกรอบ

4. อ่านแล้ว ใช้ได้แล้ว มันไม่น่าสนใจ ไม่น่าสนใจมี 2 ส่วน คือ ส่วนเนื้อหาขาดตรงนั้น ขาดตรงนี้ อีกส่วนคือ รูปแบบการนำเสนอ คือ การออกแบบ เราก็ต้องมีทีมออกแบบมาช่วยออกแบบตามที่เราต้องการนำเสนอ ให้เหมาะกับเนื้อหาและเหมาะกับผู้อ่าน

เล่มแรกใช้เวลาเตรียมต้นฉบับเกือบปี ส่วนเล่มสองใช้เวลาปีกว่า เพราะเกิดในช่วงที่ Covid กำลังมา มันเลยมีประเด็นว่า แล้วถ้า Covid มา มันส่งผลอะไรกับธุรกิจหรือผู้อ่านบ้าง เลยมีประเด็นนี้แทรก Update ขึ้นมา จนเรามั่นใจว่า เราออกหนังสือไป อย่างน้อย 2 – 3 ปี หนังสือจะไม่ Outdate หลักการยังคงใช้ได้อยู่




ใช้เวลาช่วงไหน ในการเขียนหนังสือแต่ละเล่ม

อย่างแรกเลยต้องมีวินัย เพราะเราก็มีงานแน่นอยู่แล้ว เวลาส่วนตัว เวลาครอบครัวก็ต้องใช้ เราก็ต้องหาเวลาเพิ่ม คือ นอนเร็วขึ้น ตื่นให้เร็วขึ้น ภาษาของผมคือ เวลาอะไรที่ไร้สาระ เช่น ดูละคร ดูหนัง ดูคอนเทนต์ต่าง ๆ ลดเวลาเหล่านั้นลง และออกกำลังกายให้มากขึ้น คือ งานเขียนเราต้องจมกันมัน เหมือนอยู่อีกโลกหนึ่ง ชั่วโมงแรกมักคิดอะไรไม่ออกหรอกครับ แต่ชั่วโมงที่ 2 - 3 มันจะไหล

เล่มแรกที่เขียน ผมเลือกใช้เวลาตอนดึก แต่สิ่งที่เกิดขึ้น ชีวิตพังเลย พอเราจมตอนเที่ยงคืนถึงตีสาม เราทำตอนนั้นได้ แต่พออีกวันเราจะแฮงค์เขียนต่อไม่รู้เรื่อง ต้องเว้นการเขียนไป 3-4 วัน ถึงจะกลับมา Fresh ใหม่
 
ผมเลยต้องมาปรับตารางชีวิต เป็นนอนก่อนสี่ทุ่ม ตื่นประมาณตีสี่ตีห้า ช่วงแรก ๆ จะเขียนไม่ค่อยออก แต่พอร่างกายมีวินัย ก็จะเป็นนาฬิกาชีวิต ตีสี่ตีห้าตื่นมากินกาแฟ แล้วก็มานั่งค่อย ๆ เขียน เวลาพีคสุดผมจะอยู่ที่ตีห้าถึงเจ็ดโมง หลังจากเจ็ดโมง ถ้าเขียนไม่ออกก็ไม่ต้องเขียน ก็โน้ตประเด็นที่ต้องการเขียนไว้ แล้วก็ไปออกกำลังกาย ทำงาน ตอนเย็นกลับมา ไม่ต้องดันทุรังเขียนต่อ พักผ่อน แล้วรีบนอน ตื่นมาตีสี่ตีห้ามาเริ่มกันใหม่

การเขียนหนังสือ ก็เหมือนการวิ่งมาราธอน เราไม่ได้วิ่งร้อยเมตรแล้วจบ มันต้องวิ่งหลายสิบกิโลเมตร ดังนั้นสิ่งที่ต้องทำ เราต้องรู้ชัดว่าเรากำลังวิ่งไปเรื่อย ๆ ทำไปเรื่อย ๆ แล้วสุดท้าย มันจะเป็นความภูมิใจของชีวิตว่า นี่คือผลงานชีวิตเรา

ติดใจการเขียนหนังสือไหม

ไม่ได้ติดใจการเขียน แต่พอเราได้ Feedback มา มันทำให้เรามีกำลังใจ ว่าพอผู้อ่านได้หนังสือไป อย่างแรกเลยเขาบอกว่า

  • ดีจังเลย หนังสือแบบนี้ไม่มีอยู่ในตลาด หาหนังสือแบบนี้ตั้งนานแล้ว
  • หนังสือเล่มนี้ช่วยให้เขารู้ว่าเขาต้องเริ่มทำ Digital Transformation อย่างไร
  • ถ้าคุณพจออกหนังสือเล่มนี้ตั้งนานแล้ว ผมจะได้ไม่ต้องทำผิดพลาดอย่างที่เคยทำมา

คือ Feedback แบบนี้แหละที่เป็นกำลังใจชีวิตเรา เงินซื้อไม่ได้ อย่างที่บอกพอเรารู้ว่า

1. คอนเทนต์เราคืออะไร
2. กลุ่มเป้าหมายเราคือใคร
3. ประโยชน์ที่กลุ่มเป้าหมายจะได้รับคืออะไร

เมื่อสอดคล้องกัน ก็เหมือนเป็นการส่งพลังบวกให้กับชีวิตเพิ่มขึ้น ทำให้เหมือนกับเป็นแรงบันดาลใจครั้งใหม่ ถ้าเราจะออกหนังสือใหม่ เราอยากออกเพราะเราได้สร้างประโยชน์ต่อผู้อื่น ไม่ใช่อยากออกเพราะต้องเขียนหนังสืออีก 10 เล่ม


สิ่งที่อยากฝากถึงคนที่อยากเขียนหนังสือ

อยากจะบอกว่าโลกนี้ยังต้องการนักเขียนอยู่ ไม่ว่าจะกี่ยุคกี่สมัย ในอนาคตก็ต้องการนักเขียนอยู่ แต่จะเขียนในรูปแบบไหน ทำไมถึงต้องการนักเขียน เพราะยังมีคนที่อยากจะอ่าน ไม่ว่าจะมีสาระหรือบันเทิง มีประโยชน์ทั้งหมด ดังนั้นอยากจะให้กำลังใจว่า ถ้าอยากจะเขียน จงเขียนเพราะอยากจะสร้างผลงานหรือสร้างประโยชน์ ไม่ใช่เขียนเพราะฉันอยากจะมีหนังสือ ก็เหมือนกับฉันอยากขายของ ฉันอยากรวย แต่ไม่รู้จะสร้างประโยชน์อะไรให้กับสังคม

Powered by MakeWebEasy.com